ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

พฤศจิกายน 2560

 เดือนพฤศจิกายน 2560

Cr: Line รวมพลังพวธ.

@ความสุขที่เกิดจาก
ใจเราที่พึ่งตนเองได้
ใจเราที่เสียสละแบ่งปันกัน
ใจที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
ใจที่มีความเป็นพี่เป็นน้อง
ใจที่มีความจริงใจ
ใจที่มีน้ำใจให้กัน
เป็นใจที่ผาสุกที่สุดในโลก

@การสอนที่ดีที่สุด ที่ถูกต้องที่สุดในโลก
คือสอนให้เป็นคนพึ่งตน และเสียสละแบ่งปัน

@สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดในโลก คือ "คนเสียสละ"

@สุขแท้ๆ มันอยู่ที่ใจ ใจเป็นสุข สุขที่สุดในโลก ใจเป็นทุกข์ ทุกข์ที่สุดในโลก

@คนที่มีศีล คนที่มีปัญญาทางธรรมที่พาพ้นทุกข์ คนที่เสียสละ คือคนที่ไม่ทุกข์ในโลก

@ความสุขอยู่ที่ "ความพอในสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต" ขยันเต็มที่ กินน้อยใช้น้อย ที่เหลือแบ่งปัน

@ ชีวิตถ้าเอาเท่าที่ชีวิตต้องการใช้จะไม่ทุกข์ ชีวิตที่ทุกข์ เพราะเอาเกิน ที่ชีวิตต้องการใช้

@องค์ประกอบของชีวิตมนุษย์ที่มีความสุขที่สุดในโลก คือ มีศีล มีมิตรดี พึ่งตน แบ่งปัน ด้วยใจที่บริสุทธิ์ เป็นความผาสุกที่สุดของตนและมวลมนุษยชาติ

@หลัก 5 ข้อ ที่นำพาชีวิตพ้นจากนรกตลอดกาลนาน

-อย่าทายใจผู้อื่น (ผิดมหาศีล)
-อย่าใส่ร้ายผู้อื่น  (ผิดศีลข้อ 4)
-อย่าโกหกผู้อื่น   (ผิดศีลข้อ 4)
-อย่าชิงชังผู้อื่น    (ผิดศีลข้อ 5)
-อย่าเบียดเบียน   (ผิดศีลข้อ 1)

ชีวิตให้ระวังการทายใจ ทายใจผิด 100%

@เวลาเห็นใครทำอะไร  อันดับแรกให้คิดว่า

1. เขาอาจจะคิดแบบที่เราคาดการณ์แบบนั้นก็ได้ หรือไม่ใช่ก็ได้
2. ที่แน่ๆ คือเราทำมาเราจึงได้รับ เราเคยทำสิ่งนั้นมา
3. ให้เราคิดว่า ถ้าเขาทำไม่ดี ก็เป็นไม่ดีของเขา เขาไม่ดีต่อตัวเขาเอง เขาก็ต้องได้รับบาปของเขาเอง สักวันหนึ่งก็จะทุกข์จนเกินทน แล้วจึงจะเห็นธรรมแล้วจะปฏิบัติธรรมสู่ความพ้นทุกข์ แต่ถ้าเขาทำดีก็เป็นดีของเขา
4. ส่วนที่เราได้รับ คือวิบากของเรา คือสิ่งที่เราทำมา เราจึงคิดเช่นนั้น คิดแบบนั้น ให้รับด้วยใจที่เป็นสุข รับแล้ววิบากก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น
5. ถ้าได้มีโอกาสถาม ให้ถามเขาว่าในเรื่องนั้นๆ ประเด็นนั้นๆ เขาคิดอย่างไร จึงทำอย่างนี้ ถามแบบนี้จะไม่บาป

@อย่ากลัวที่คนจะเข้าใจผิดเรา  เพราะจะมีคนเข้าใจผิดเราแน่ๆ เพราะเราทำมามากกว่านั้น ชีวิตไม่ต้องกลัวโดนแน่ๆ ต้องยอมรับด้วยใจที่เป็นสุข

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กลัาจน
21 พฤศจิกายน 2560
บรรยายธรรมในโอกาสลงแขกเกี่ยวข้าว
"ข้าววิถีธรรม" แก่กลุ่มเกษตรอินทรีย์
อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร

   **********************************************


"ชีวิตให้ฝึกปรับไม่ยึดมั่นถือมั่น ยึดก็ได้ วางก็ได้ สบายใจจริง"
@ การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องถูกตรงสู่ความพ้นทุกข์ คือตั้งตนอยู่บนความลำบากในขีดที่เบิกบาน ไม่ใช่เบิกบูด
@ ถ้ารู้สึกกิลมถะเกินไปแล้ว ทรมานเกินไปแล้ว เบียดเบียนตัวเองมากไปแล้ว ตึงเกินไปแล้ว เครียดเกินไปแล้ว ก็ให้ผ่อนลงหย่อนลงมาในขีดที่ยังเบิกบานได้ ให้ทำตามฐานของตน 

@ พอสบายใจดีแล้วก็ค่อยตั้งศีลขึ้นมาใหม่ตั้งสู้ใหม่ เรียกว่า เนกขัมมสิตเวทนา (จะเห็นทุกข์จากการตั้งศีลขึ้นมาสู้กิเลส)
@ หรือจะรอให้มีอาการไม่สบายก่อน ทุกข์ก่อน (รอเรื่องร้าย) แล้วค่อยตั้งศีลใหม่ก็ได้
@ ชีวิตให้ฝึกปรับไม่ยึดมั่นถือมั่นให้ได้ นี่คือสัจจะ
@ ยึดก็ได้ วางก็ได้ สบายใจจริง

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
7 พฤศจิกายน 2560
เผยแพร่ 21 พฤศจิกายน 2560

*************************************************
 

พลังแห่งศีล เป็นกุญแจอันเดียวที่จะไขเข้าสู่ "ความลึกซึ้งแห่งพุทธะสัจจะแท้”
@ถ้าอยากฟังธรรมะดีๆ ต้อง
@เพิ่มศีลให้ดีๆ  ความบริสุทธิ์แห่งศีล จะเป็นกุญแจอันเดียวที่จะไขเข้าสู่ "ความลึกซึ้งแห่งพุทธะสัจจะแท้" คือเข้าถึงจิตวิญญาณแห่งพุทธะ คือ สภาพแห่งเหตุและผลที่แท้จริงในระดับวิบากกรรม คือสภาพอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส คือสภาพผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน
@พลังแห่งศีลของอาจารย์จะเติมพลังให้ลูกศิษย์และ พลังศีลของลูกศิษย์ก็จะเติมพลังให้อาจารย์ จะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น
--ทำให้เกิดพลังพิเศษในการไขเข้าสู่ "ความลึกซึ้งแห่งพุทธะสัจจะแท้"
--คือจะเกิดเรื่องราวหรือ เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งที่ดีและไม่ดี ที่ทำให้อาจารย์ได้รับรู้ แล้วมีปฎิภาณหยิบเอามาอธิบายสภาพการณ์ที่เป็นจริง ณ ขณะนั้นๆ มาสอดร้อยกับธรรมะของพระพุทธเจ้า ได้อย่างยอดเยี่ยมพิสดารเหมาะเจาะ ณ เวลานั้นๆ
-เป็นการอธิบายนามธรรม ให้ได้เห็นเป็นรูปธรรม ลูกศิษย์จะเห็นตามได้ จะสัมผัสตามได้ จะเข้าใจตามได้ และจะปฏิบัติตามได้
--เป็นการอธิบายธรรมะที่ลึกซึ้งพิสดาร (แจ่มแจ้งเข้าใจง่าย)
@ดังนั้นจงเพิ่มศีลให้ดีๆ ให้พอเหมาะตามฐานของแต่ละคนๆ ไม่ตึงเกินไป (ลำบากจนเบิกบูด) ไม่หย่อนเกินไป (หย่อนยานจนเบิกบูดเพราะเกิดเรื่องร้าย)
--การตั้งศีลในขีดที่เบิกบูด แท้จริงคือการลดศีล เพราะมีสภาพของการเบียดเบียน
--ตรงกันข้าม ถ้าเราตั้งศีลเข้มแล้วเราเบิกบูด เราจึงลดความเข้มของศีลลงให้เหมาะกับฐานจิตของเรา แท้จริงคือการเพิ่มศีล เพราะมีสภาพไม่เบียดเบียน
@ให้ตั้งตนอยู่บนความลำบากในขีดที่เบิกบานได้ เรียกว่าปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม นี่คือความฉลาด ความเจริญ ความอยู่รอดของชีวิตมนุษย์

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
10 พฤศจิกายน 2560
เผยแพร่ 21 พฤศจิกายน 2560
************************************************

@การปฏิบัติธรรมต้องมีผัสสะ

เมื่อกระทบสิ่งต่างๆ หรือเหตุการณ์ต่างๆ ให้รู้จักสังเกตและแยกเวทนาให้ดี คือเวทนาทางกายกับเวทนาทางจิต
1. เวทนาทางกาย
--กระทบสิ่งต่างๆ หรือเหตุการณ์ต่างๆ แล้ว "กายรู้สึก"
--สบายหรือไม่สบาย
--กายสบาย ซึ่งมักจะส่งผลสืบเนื่องให้จิตเบิกบานไปด้วย ส่วนกายไม่สบาย มักจะส่งผลสืบเนื่องให้จิตเบิกบูดไปด้วย
--คือสภาพเบียดเบียน
--คือสภาพกิลมถะ
--คือกายิกทุกข์
--คือทุกข์เท่าฝุ่นปลายเล็บ
2. เวทนาทางใจ
--กระทบสิ่งต่างๆ หรือเหตุการณ์ต่างๆ แล้ว "จิตรู้สึก"
--ชอบหรือชัง
--คือ เบิกบูด
--คือ ทุกข์อริยสัจ
--คือ ทุกข์จากชอบชัง
--คือ ทุกข์เท่ากับดินทั้งแผ่นดิน
และจะทำให้เกิดผลสืบเนื่องให้ทุกข์กายหรือเกิดเหตุการณ์ร้ายต่างๆ

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
10 พฤศจิกายน 2560
เผยแพร่ 21 พฤศจิกายน 2560


************************************************* 
#ชีวิตคิดให้.มันถูกมันไม่ทุกข์..
#เอาประโยชน์ให้ได้ทุกสถานการณ์นั้นคือชอบ..อย่างมีปัญญาโลกุตระ.
#บางครั้งควรพูดบางครั้งไม่พูด.อย่าไปยึด.บางครั้งพูดไม่ได้.แสดงว่าชาติใดชาติหนึ่งเราไปซัดคนอื่นมาไม่ให้พูด.
#อย่าขี้เกียจพูด.ถ้าฟ้าให้พูด.
#ถ้าพูดไปแล้วคนไม่สามัคคีกัน.แสดงฟ้าเขาจะให้คนเข้าใจผิดคุณ.
#คนไม่รู้.จะเข้าไปยึดว่าจะให้คนเข้าใจคนอย่างเดียว.นี่มันไม้รู้จักดูฟ้าเลย...เพราะคุณไม่ยอมเข้าใจคนอื่นมาก่อน
#ฉันว่าแล้วมันต้องโดน..เขียนใส่ติดหน้าผากไว้
#ธรรมะลึกซึ้งอย่างนี้.ใครจะเข้าถึงได้.มันต้องคบสัตบุรุษ.เพราะวันหนึ่ง.มันจะทายใจกัน.ทายใจทุกวัน.มันก็ต้องโดนทุกวัน.
20/11.2560.
ครูหมอ

*************************************************
การทายใจ (อาเทสนาปฏิหาริย์) คือ การผิดศีล
๑. ผิดมัชฌิมาศีล
๒. ผิดศีลข้อ ๔ โกหกไม่ยอมรับความจริงว่าเราทำมา แล้วยังไปว่าเขาว่าเขาทำอีก  เขาทำไม่ถูกใจ ก็ชังเขา ชิงชัง  เขา นี้คือทำบาปตลอดเวลา ที่จริงเราทำมา
๓. ผิดศีลข้อ ๕ คือ ชิงชังเขาอาการ/พฤติกรรมเขาที่เราชิงชัง ไม่ชอบใจ ให้คิดว่า เขาอาจจะทำพฤติกรรมนั้นด้วย..
๑. เราทำมาแน่ๆ ส่วนคนที่เราเห็นว่าเขาทำพฤติกรรมที่เราไม่ชอบใจ เขาอาจจะมีเจตนาทำอาการนั้นจริงก็ได้ ถ้ามีจริงอันนี้ก็เป็นวิบากเขา
๒. เขาไม่มีเจตนาทำไม่ดีอันนั้น แสดงว่าเป็นวิบากเก่าเขา
แต่ที่แน่ๆ คือ เราทำมา

ชัง คือตัวทุกข์ คือตัวกลัว
ชัง คือกลัวว่าจะไม่ได้มา
ชอบ คือกลัวจะหมดไป
ก็ทุกข์ ก็กลัว ก็ชังตลอดเวลา ทำชั่วตลอดเวลา
ไม่่ได้อยากให้ใครทายใจเรา แต่เราทายใจคนอื่นตลอดเวลา

ทายใจทุกวัน โกหกทุกวัน ชิงชังทุกวัน ผิดศีลทุกวัน
มันมาแน่ ... เพราะ กูทำมา

คิดให้เป็นสุขให้ได้ทุกเรื่อง คือการทำวิบากดีตลอดเวลา
คือ ชอบในประโยชน์ที่แท้จริง
ยินดีในความไม่ชอบไม่ชังให้ได้ทุกเรื่อง
ไม่ชอบไม่ชัง (โลกียะ) ให้ได้ทุกเรื่อง
แล้วจะชอบ (โลกุตระ) ได้ทุกเรื่อง
ชอบโลกุตระ คือ เบิกบาน
ชอบโลกียะ คือ เบิกบูด
เพราะกลัวมันจะหมดไป ก็จะเบิกบูด

ครูหมอเขียว
๒๐ พ.ย. ๖๐

************************************************
 “จงมาร่วมกันปลูกต้นสามัคคีในจิตวิญญาณให้งดงามที่สุดในโลก”

@การทำกสิกรรมไร้สารพิษที่แท้จริงคือ ต้องปลูกต้นสามัคคีให้สำเร็จ ต้องอบอุ่น ต้องร่มเย็น

@รดน้ำพรวนดินด้วย
1. เมตตาอุเบกขา
---พรหมวิหาร 4 : เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คือศรัทธาในส่วนดี เมตตาในส่วนด้อย สอดร้อยด้วย อุเบกขา และ
---หลักการทำดีอย่างมีสุข 6 ข้อ
1) รู้ว่าอะไรดีที่สุด
2) ปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดีสุด
3) ลงมือทำให้ดีที่สุด
4) ยินดีเมื่อได้ทำให้ดีที่สุดแล้ว
5) ไม่ติดไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ดีที่สุด
6) นั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุด

2. พุทธพจน์ 7 คือ
1) สาราณียะ ระลึกถึงกัน ระลึกถึงความดีถึงสิ่งที่ดีงามของกันและกัน ต้องการให้เกิดประโยชน์ประเด็นนั้นประเด็นนี้แก่กันและกัน
2) ปิยกรณะ รักกัน  เมตตาปรารถนาดีต่อกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ
3) ครุกรณะ  เคารพส่วนดีของกันและกัน     4) สังคหะ  เกื้อกูลช่วยเหลือกันอย่างเต็มใจ ส่งเสริมส่วนดี ช่วยแก้ไขส่วนด้อยหรือไม่ดี เท่าที่ทำได้ 
5) อวิวาทะ  ไม่วิวาทกัน  เพราะลดกามลดอัตตาได้ 
6) สามัคคียะ  พร้อมเพรียงกัน 
7) เอกีภาวะ  เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 

@บำรุงต้นสามัคคีให้แข็งแรงแข็งแกร่งด้วยหลักอปริหานิยธรรม 7
1) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
2) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิก พร้อมเพรียงกันช่วยทำกิจ 
3) ไม่บัญญัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้ว และไม่เพิกถอนในสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้ว
4) สักการะเคารพนับถือบูชาพระเถระผู้ใหญ่ สงฆ์ปรินายกและเชื่อฟังถ้อยคำของท่าน  เคารพนักบวชหรือฆราวาสผู้ที่
ปฏิบัติได้ถูกต้องถูกตรงอย่างแท้จริง
5) ไม่ตกในอำนาจกิเลสตัณหา (กาม อัตตา)  อันจะก่อภพใหม่
6) ยินดีในเสนาสนะป่า
7) พึงตั้งสติไว้ว่าทำไฉนหนอ  ผู้ที่มีศีลที่ยังไม่มาขอให้มา  ผู้ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข

@ผลสำเร็จของในการทำกสิกรรมไร้สารพิษ คือ การเพาะปลูกจิตวิญญาณที่ดีงาม จิตวิญาณที่ผาสุก หยั่งลงเข้าไปในจิตใจของทั้งผู้ปลูกและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด คือเกิดจิตวิญญาณที่สามัคคี จิตวิญญาณที่เสียสละ จิตวิญญาณที่แบ่งปัน นี่คือ ต้นสามัคคีได้เกิดขึ้นแล้วในโลก  นี่คือความสำเร็จที่แท้จริงของการทำกสิกรรมไร้สารพิษ

@ดอกผล คือหมู่มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี ที่มีการแบ่งปันเอื้อเฟ้อเกื้อกูลกันในทุกมิติ ทั้งแรงกาย แรงใจ แรงปัญญา แรงบารมี แรงความสามารถ

@ผลผลิตที่ได้ก็คือ “ต้นสามัคคี คือผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก”

@ส่วนการทำกสิกรรมมีพิษแท้จริง คือการปลูกต้นแตกร้าว ต้นเอาแต่ใจตัวเอง ต้นไม้พิษ ผลไม้พิษ มันอบอ้าว มันหนาวเหน็บ ต้นแตกร้าวจะถูกรดน้ำพรวนดินด้วยอัตตา คือสารพิษ คือการเอาแต่ใจตัวเอง คือจิตวิญญาณที่มีพิษ

@ดอกผลพิษ คือแตกสามัคคี คือไร้เพื่อน คือ โดดเดี่ยว คือการทำร้ายจิตวิญญาณของทั้งตัวเองและผู้อื่น

@ต้นแตกร้าว ต้นอัตตา ต้นเอาแต่ใจตัวเอง อย่าไปปลูก ต้องปลูกต้นสามัคคีให้งามในทุกฐานงานแล้วจะอบอุ่น

@จงมาร่วมกันปลูกต้นสามัคคีในจิตวิญญาณ ด้วยพลังอนัตตา ให้งดงามที่สุดในโลก

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
9 พฤศจิกายน 2560
เผยแพร่ 19 พฤศจิกายน 2560


**********************************************
บุญญาวุธ ตามที่พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ กล่าวไว้ มีดังนี้
บุญญาวุธหมายเลข ๑ อาหารมังสวิรัติ
บุญญาวุธหมายเลข ๒ ตลาดอริยะ
บุญญาวุธหมายเลข ๓ กสิกรรมไร้สารพิษ
บุญญาวุธหมายเลข ๔ สุขภาพบุญนิยม
บุญญาวุธหมายเลข ๕ การศึกษาบุญนิยม
บุญญาวุธหมายเลข ๖ การสื่อสารบุญนิยม
บุญญาวุธหมายเลข ๗ การเมืองบุญนิยม

*ตอนนี้สารเคมีที่เป็นพิษในพืชหรือสัตว์มีพิษแรงมาก กินเพียงเล็กน้อยไม่กี่ชิ้นก็ออกอาการไม่สบายที่ชัดเจน ดังนั้น อันตรายมากมาถึงมนุษยชาติแล้ว
*ตอนนี้เราควรทำกสิกรรมไร้สารพิษที่ไร้พิษในจิตวิญญาณอย่างเป็นรูปธรรม เพราะเราลดกามลดอัตตาได้มากพอสมควรแล้ว ตอนนี้้เราควรทำกสิกรรมไร้สารพิษอย่างสามัคคี ด้วยหลักอปริหานิยธรรม ลดกิเลส เน้นธรรมะเป็นหลัก ให้พวกเราทำงานอย่างเต็มที่ด้วยใจที่เป็นสุขโดยไม่หลงงาน
โดยเริ่มทำที่ส่วนกลางและบ้านของตัวเองก่อน โดยให้ปลูกเต็มที่เท่าที่เป็นไปได้ และแจ้งพี่น้องจิตอาสา รวมถึงผู้เข้าค่าย ให้ปลูกพืชผักไร้สารพิษเองที่บ้านแล้วนำมารวมกันทำกิจกรรมค่ายสุขภาพ ถ้าวัตถุดิบไม่พอจึงค่อยซื้อจากตลาด
ตอนนี้เราควรกระตุ้นเรื่องนี้เพิ่มจากกิจกรรมที่เราทำค่ายอยู่แล้ว
โดยปลูกพืชไร้สารพิษทั้งฤทธิ์ร้อนและฤทธิ์เย็น แล้วนำมาทำอาหารให้สมดุลร้อนเย็นตามหลักแพทย์วิถีธรรม
 เช่น ข้าวผัดดอกเกลือ ข้าวต้มธัญพืช ส้มตำ
**เน้นให้ปลูกพืชที่ดูแลง่าย เช่น ผักบุ้ง อ่อมแซบ วอเตอร์เครส ผักหวานบ้าน ก้านตรง มะละกอ ไชยา เป็นต้น

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
๑๖ พ.ย. ๒๕๖๐


***********************************************
@พุทธแท้ๆ มีคุณลักษณะ 4 ประการ
1. ต้องเบิกบาน
--ผู้ใดเบิกบาน ผู้นั้นไม่เบียดเบียนตนเองไม่เบียดเบียนผู้อื่น
--ผู้ใดเบิกบูด ไม่แช่มชื่น ผู้นั้นเบียดเบียนตนเองเบียดเบียนผู้อื่น
2. ต้องทำเอาเอง (อัตตาหิ อัตโน นาโถ)
--ความเบิกบานที่เกิดจากคนอื่นทำถูกใจเรา คือเบิกบานโลกียะ คือเบิกสู่นรก
--เป็นความเบิกบานที่เราต้องรอพึ่งคนอื่น ถ้าได้แล้วจะเป็นสุข ไม่ได้แล้วจะเป็นทุกข์ ต้องพึ่งพิงคนอื่นตลอดเวลาจึงจะมีความสุข ไม่ได้พึ่งตนเอง
--เป็นความสุขโง่ๆ ที่เต็มไปด้วยกลัว ชั่ว ทุกข์ พึ่งตนเองไม่ได้ ต้องรอพึ่งแต่ผู้อื่นเท่านั้น
--แท้จริงแล้ว ความสุขเราต้องทำเอาเอง คืออัตตาหิอัตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
--ตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "คนมีปัญญาแม้ประสบทุกข์ก็ยังหาสุขพบ"
--ต้องเอาประโยชน์ได้ ต้องเบิกบานได้ในทุกเหตุการณ์ทุกสถานการณ์ ส่วนคนโง่ เอาโทษเอากลัว ชั่ว ทุกข์ ได้ในทุกเหตุการณ์ทุกสถานการณ์
--อย่าเอาความสุขของเราไปแขวนไว้กับผู้อื่น ความสุขของเราต้องเกิดจากเรา
3. ต้องไม่มีเงื่อนไขที่ทำให้ใจเป็นทุกข์
--พุทธแท้ๆ ต้องไม่มีเงื่อนไขที่ทำให้ใจเป็นทุกข์ คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น
(ส่วนสุขทุกข์จากการยึดมั่นถือมั่น ถ้าได้ก็จะเป็นสุข แต่่ถ้าไม่ได้ก็จะเป็นทุกข์)
สภาพของการไม่ยึดมั่นถือมั่น เช่น

--มีก็ได้ไม่มีก็ได้
--ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ได้
--อะไรเกิดก็ได้ อะไรดับก็ได้
-- คือสภาพยึดก็ได้ วางก็ได้ สบายใจจริง
4. ต้องถูกสัปปุริสธรรม 7 @สูงสุดของพุทธคือการประมาณ
--ประมาณการกระทำทางกายวาจาใจให้เป็นประโยชน์สุขที่สุดต่อตนเองและผู้อื่น
--คือ สัปปุริสธรรม 7 ธรรมของสัตบุรุษ

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
10 พฤศจิกายน 2560
เผยแพร่ 15 พฤศจิกายน 2560

************************************************ 
@6 ขั้นตอนของการปฏิบัติศีลให้สมบูรณ์ ไม่ว่าเกิดเรื่องดีร้ายใดๆ เพื่อให้ชีวิตได้ความสุขอันยอดเยี่ยมในโลก
1. รู้ว่าเราทำมา
2. ยินดีในการไม่ชอบไม่ชัง
3. เต็มใจรับ
4. เต็มใจให้หมดไป
5. เต็มใจหยุดสิ่งที่ไม่ดี
6. เต็มใจทำสิ่งดีให้มากๆ

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
คำคมเพชรจากใจเพชร
13 พฤศจิกายน 2560


*************************************************

@สุขแท้ๆ คือ ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
คำคมเพชรจากใจเพชร
13 พฤศจิกายน 2560


************************************************
@ยินดีในความชอบชัง ทำให้กลัว ชั่ว ทุกข์
ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง ทำให้ไม่กลัว ไม่ชั่ว ไม่ทุกข์
เราจะคุมกระบี่ได้ จะตัดสิ่งที่เป็นโทษได้ด้วยใจที่เป็นสุข เข้าถึง (ยึดอาศัย) สิ่งที่เป็นประโยชน์ด้วยใจที่เป็นสุข

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
คำคมเพชรจากใจเพชร
13 พฤศจิกายน 2560
*********************************************

@ชอบชัง ทำให้เราและผู้อื่นกลัว ชั่ว ทุกข์ เพราะมันเหนี่ยวนำให้คนอื่นทำตาม 
ทำให้ทำชั่วได้ทุกเรื่อง

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
คำคมเพชรจากใจเพชร
13 พฤศจิกายน 2560


*********************************************
@ถ้ากินอาหารได้ถูกสมดุลรัอนเย็น จะเกิดสภาพ
1. เบาท้อง
2. แรงเต็ม
3. สบายตัว
4. เบาตัว
5. อิ่มนาน

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
คำคมเพชรจากใจเพชร
13 พฤศจิกายน 2560


***********************************************
ชีวิตอย่าใจร้อน ใจร้อนเป็นกิเลส เป็นทุกข์ เป็นการเบียดเบียน ทำให้มีโรคมาก  และอายุสั้น
ให้ใจเย็น ใจเย็นเป็นสุข เป็นบุญ เป็นการไม่เบียดเบียน ทำให้มีโรคน้อย และอายุยืน

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
14 พฤศจิกายน 2560


************************************************
@รากเหง้าของความกลัวคือชอบชัง

@ชอบชัง ทำให้กลัว ชั่ว ทุกข์ ทำให้ทำชั่วได้ทุกเรื่อง

---"ชอบ" ก็กลัวไม่ได้มา ได้มา ก็ "กลัว" ว่าจะหมดไป (กลัวซ้อน)

ดังนั้น เมื่อเกิด  "ความชอบ" ก็จะเกิด "ความกลัว" ควบคู่มาด้วยเสมอ (ธรรมะ 2)

---"ชัง" ก็กลัวจะเข้ามา เข้ามา ก็ "กลัว" ว่าจะไม่หมดไป หรือจะหมดไปช้า หรือกลัวว่ามันจะเข้ามาอีก

ดังนั้น เมื่อเกิด "ความชัง" ก็จะเกิด "ความกลัว" ควบคู่มาด้วยเสมอ (ธรรมะ 2)

@ความกลัวเป็นทุกข์ที่สุดในโลกและนำสิ่งเลวร้ายมาให้ชีวิต

@ยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง (ธรรมะ 1)สุขใจที่สุดในโลก

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
13 พฤศจิกายน 2560


***********************************************
ขั้นตอนเริ่มต้นปฏิบัติการ "ล้างชอบชัง"

1. ล้างชอบชังในสิ่งที่เป็นโทษเป็นภัยที่เห็นได้ชัดเจน (คือกิเลสหยาบ คือ อบายมุข) เช่น เหล้า บุหรี่ กาแฟ เนื้อสัตว์ ผงชูรส

2. ให้เราตั้งศีล เลือกตัวที่เราติดน้อยชอบน้อยก่อน เอาตัวนั้นมาก่อน ส่วนตัวที่เราชอบมาก ติดมาก เอาไว้เรามีกำลังสู้มากก่อนจึงค่อยไปเลือกตัวนั้น

3. พอตั้งศีล แล้วจะเสพ แต่
เราไม่เสพ ก็จะจับอาการของกิเลสได้ 2 ลักษณะ

----ชอบ  ที่ได้เสพ

----ชัง     ที่ไม่ได้เสพ

เราจะเห็นอาการ "ชอบชัง" แล้วจับอาการได้ คือ อาการของกิเลส

3. แยกให้ได้ว่า

---"ตัวปลอม" คือ อาการชอบชัง

---"ตัวจริง" คือ ต้องรู้ความจริงตามความเป็นจริง

---รู้ว่าชอบชังเป็นกิเลส ทำให้กลัว ชั่ว ทุกข์ ทำชั่วได้ทุกเรื่อง

---ให้พิจารณา

1. โทษของชอบชัง ทำให้เราและผู้อื่นกลัว ชั่ว ทุกข์ เพราะมันเหนี่ยวนำให้คนอื่นทำตาม  ทำให้ทำชั่วได้ทุกเรื่อง

2. ประโยชน์ของการไม่ชอบไม่ชัง มีแต่ดีแท้ๆ สุขแท้ๆ เท่านั้น

3. พิจารณาไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยง เกิดแล้วก็ดับ สุขแว๊บเดียวแล้วก็หายไป ไม่มีตัวตนแท้ เก็บไม่ได้ ที่เหลือคือชั่ว คือทุกข์

4. ให้พิจารณาซ้ำๆๆๆ กิเลสก็จะตายไป

5. คือมีความยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง จะได้พลังผาสุกบริสุทธิ์ผ่องใส ไร้ทุกข์ไร้กังวล ไร้ความสะทกสะท้าน สะดุ้งสะเทือนหวั่นไหว ต่อสิ่งใดๆ หรือเหตุการณ์ใดๆ ได้ความผาสุกที่ยั่งยืน

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
13 พฤศจิกายน 2560


**********************************************
 ทำตามมติหมู่ให้โปร่งโล่ง หมู่เห็นด้วยคือวิธีที่ดีที่สุด
พร้อมยึดพร้อมวาง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ยึดมั่นถือมั่น

ดูสภาพใจเราเป็นอย่างไร

สิ่งที่สร้างผลตลอดเวลาคือ วิบากดีวิบากร้าย
วิบากเก่าบวกกรรมใหม่ที่สังเคราะห์กันและส่งผลตลอดเวลา
เราไม่สามารถไปกั้นวิบากในอดีตได้ เมื่อเขาสังเคราะห์จะออกฤทธิ์ ไม่มีใครไปกั้นได้
ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ คือ วิบากทุกข์
ทุกวินาที วิบากดีร้ายเขาสังเคราะห์บวกลบคูณหารตลอดเวลา ฉะนั้นให้ทำดีที่สุด ตลอดเวลา

สุขจากวิบากดีก็เลี่ยงไม่ได้ เขาจะให้รับก็ต้องรับ รับแล้วมันจะเสียหายอะไร ก็แค่เมื่อยเท่านั้น

วิบากดีมาพร้อมวิบากร้าย ทุกขลาภ
วิบากดีร้ายก็เข้ามาตลอดเวลา

ทำใจให้เบิกบานแจ่มใสตลอดเวลา พร้อมติดพร้อมวาง อะไรก็ได้ ที่เหลือก็คือ การประมาณ ประมาณได้ดีพอเหมาะ ก็เบิกบาน ประมาณไม่ดี ไม่พอเหมาะ ก็เบิกบูด

ชีวิตมีโอกาสบำเพ็ญแล้ว ก็บำเพ็ญด้วยใจทีเป็นสุข ให้บำเพ็ญต่อไปเรื่อย ๆ  ใช้โอกาสในชีวิตให้ดีที่สุด

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐


*********************************************

 พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อธิศีลเป็นประธานแห่งกุศลธรรมทั้งมวล" (พ.เล่ม 29 ข้อ 46) "ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์" (พ.เล่ม 17 ข้อ 84-86)
ดังนั้น ผู้ใดที่อยากพ้นทุกข์ อยากได้สื่งดีๆ อยากฟังธรรมะดีๆ ต้องเพิ่มศีลให้ดีๆ ให้พอดีกับฐานของตน

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
13 พฤศจิกายน 2560


 **********************************************
 สูงสุดของพุทธคือการประมาณ (สัปปุริสธรรม 7)

(1) ธัมมัญญุตา (เป็นผู้รู้ธรรม)
--คือ รู้ความสัมพันธ์ของความเกี่ยวข้องของสิ่งต่างๆ ในโลก
--คือ รู้ปฏิจจสมุปบาท ทำอะไรเกิดสุข ทำอะไรเกิดทุกข์
--คือ รู้ว่าอะไรเกี่ยวข้องกับอะไร
--คือ รู้ว่าทุกอย่างเกี่ยวข้องด้วยการถูกศีลกับผิดศีล

(2) อัตถัญญุตา (เป็นผู้รู้สาระประโยชน์)
--ต้องรู้เป้าหมายต้องรู้สารประโยชน์ว่าจะให้เกิดประโยชน์
---ต่อตัวเรา (ประโยชน์ตน=บุญ=ลดกิเลส)
---ต่อผู้อื่น(ประโยชน์ท่าน=กุศล=ช่วยเหลือผู้อื่น)
--ได้แค่ไหน อย่างไร
--สาระสูงสุดในชีวิตมนุษย์ คือเบิกบาน ไม่มีอะไรเป็นประโยชน์เท่ากับจิตที่อิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส นี่คือการไม่เบียดเบียนสูงสุด

(3) อัตตัญญุตา (เป็นผู้รู้ตน)
--คือรู้บารมีของตัวเอง รู้ความสามารถ ว่าทำอะไรได้บ้าง
--มีองค์ประกอบอะไรบ้าง --รวมทั้งการยอมรับจากสังคมกลุ่มต่างๆ มีแค่ไหนอย่างไร
--รู้ลึกลงไปอีกว่ากิเลสของตนหมดไปเท่าไหร่แล้ว ยังเหลืออยู่เท่าไหร่ ยังเหลือความทุกข์อยู่ไหม เหลือความไม่เบิกบานอยู่ไหม รู้เหตุของความไม่เบิกบานนั้น

4) มัตตัญญุตา (เป็นผู้รู้ประมาณ)

@ประมาณในจุดที่ดีที่สุดที่เป็นประโยชน์สูงสุดตัวเองและผู้อื่น
--คือจุดที่จิตเราอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใสสูงสุด
--คือจิตที่สุขที่สุดในโลก ถ้าประมาณการกระทำได้พอเหมาะจะเกิดสภาพเบิกบาน ถ้าไม่พอเหมาะก็จะเกิดสภาพเบิกบูด

@ผู้เบิกบานคือผู้มีศีล ผู้เบิกบูดคือผู้ไม่มีศีล
--จะมีอานิสงค์ของศีล 9 ประการคือ 

1) อวิปปฏิสาร (ไม่เดือดร้อนใจ คือ ใจไม่กลัว ไม่กังวล ไม่หวั่นไหว อะไรเกิด อะไรดับก็ได้ ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ยึดก็ได้ วางก็ได้)
2) ปามุชชะ  (เบิกบานยินดี)
3) ปีติ  (อิ่มใจ) 

4) ปัสสัทธิ  (ปีติที่แรงเกินสงบลง)  
5) สุข (ความสุขอันเกิดจากกิเลสสลายและปีติที่แรงลดลงอยู่ในขีดสุขสบาย) 
6) สมาธิ (จิตตั้งมั่นในความผาสุก) 
7)  ยถาภูตญาณทัสสนะ (รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง) 
8) นิพพิทาวิราคะ (เบื่อหน่ายคลายกำหนัด)
9) วิมุตติญาณทัสสนะ (รู้แจ้งเห็นจริงในความหลุดพ้น)

--นี่คือการตรวจศีล ว่าใจเดือดร้อนหรือไม่เดือดร้อน  เบิกบานหรือไม่เบิกบาน

@ตัวชี้วัดการประมาณการกระทำต่างๆ (คิดพูดทำ) ว่าพอเหมาะหรือไม่

--คือ ดูว่าใจเราอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใสด้วยตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่ทำให้ใจเป็นทุกข์หรือไม่ นี่คือการประมาณที่พอเหมาะ
--คือ สภาพสัปปายะ
--คือ สภาพไม่เบียดเบียน
--ตรงกับจุลศีลข้อที่ 1 เป็นประโยชน์สูงสุดต่อตัวเองผู้อื่นสัตว์อื่น
--คือ สภาพจิตที่อิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส
--ถ้าประมาณผิดจะเบิกบูด
--คือ จะไม่แช่มชื่น
--คือ สภาพกิลมถะ
--คือสภาพเบียดเบียน

(5) กาลัญญุตา(เป็นผู้รู้เวลาอันควร)

--กาละเปลี่ยนทุกอย่างเปลี่ยนหมด
--ทุกเสี้ยววินาทีทุกอย่างไม่เที่ยงอันเกิดจากวิบากดีร้ายของแต่ละชีวิตที่ออกฤทธิ์แล้วดับไปตลอดเวลา อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ต้องพร้อมปรับพร้อมเปลี่ยน
--ต้องมีสติในการปรับเปลี่ยนตลอด--ต้องมีสติในการอ่านเบิกบานกับเบิกบูดตลอด กระทบเหตุการณ์ใดๆ ปรับใหัเบิกบานๆ

(6) ปริสัญญุตา  (เป็นผู้รู้หมู่คน)
--รู้หมู่คนและสิ่งแวดล้อม
---หมู่คนที่เราเกี่ยวข้อง ศรัทธาอะไร ชอบอะไร มีนิสัยอย่างไร มีฐานจิตอย่างไร มีองค์ประกอบอย่างไร มีอาชีพอะไร
---สังคมนั้นมีสิ่งแวดล้อมอย่างไร
--เพื่อที่จะได้จัดสรรให้พอเหมาะ เช่น อากาศร้อน อากาศเย็น ก็ต้องจัดอาหารฤทธิ์ร้อนเย็นที่สมดุลเหมาะกับภาวะอากาศนั้นๆ ชอบค้าขาย ก็จะได้พูดเรื่องการค้า ชอบเรื่องสุขภาพก็จะได้พูดเรื่องสุขภาพ ชอบการเมืองก็จะได้พูดเรื่องการเมือง เราต้องฉลาดที่จะใส่ธรรมะเข้าไปในสิ่งที่จะพูด เพื่อให้คนฟังได้ประโยชน์จากธรรม

(7) ปุคคลปโรปรัญญุตา (เป็นผู้รู้บุคคล)
 --รู้เฉพาะบุคคลแต่ละคนในภาพย่อย จะได้ช่วยเหลือได้ถูก
 

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
10 พฤศจิกายน 2560
เผยแพร่ 12 พฤศจิกายน 2560


***********************************************
-พุทธแท้ๆ ต้องมี
1.เบิกบาน
2.ทำเอาเอง
3.ไม่มีเงื่อนไขที่ทำให้ใจเป็นทุกข์
4. ต้องถูกสัปปุริสธรรม 7
ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
10 พฤศจิกายน 2560
เผยแพร่ 12 พฤศจิกายน 2560


***********************************************
 การวางร่างวางขันธ์ (ฉบับย่อ)

@เทคนิคเผชิญความตายด้วยใจที่ผาสุก

@ถ้ารู้ว่าตัวเองจะตายภายในอีก 5 นาที ควรทำใจอย่างไรในการเผชิญกับความตาย

@ให้ทำใจ 4 อย่างนี้ด้วยความยินดี จริงใจ

1. ตั้งจิตอยู่ในความดี อยู่ก็ทำความดีต่อ ตายก็ไปทำความดีต่อ
ทำใจว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ หรือตาย ชีวิตเราก็จะตั้งมั่นในความดี อยู่ก็จะทำดีต่อ ตายก็จะไปทำดีต่อ ตั้งจิตแบบนี้ แล้วจิตเราก็จะมีความสุข  เพราะความดีนั้นนำประโยชน์สุขมาให้

2. ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่น  ปล่อยวาง ให้มันเป็นอย่างที่มันเป็น
อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ว่ามันต้องอยู่ หรือ มันต้องตาย ให้ปล่อยวาง  ให้มันเป็นอย่างที่มันเป็น อย่าเร่งว่ามันต้องเสื่อมไป อย่าฝืนว่ามันต้องตั้งอยู่ ปล่อยให้มันเป็นอย่างที่มันเป็น มันจะตั้งอยู่ก็ให้มันตั้งอยู่ มันจะเสื่อมไปก็ให้มันเสื่อมไป ปล่อยให้มันเป็นอย่างที่มัน แล้วมันก็จะสงบไปเรื่อยๆๆ  ถ้ามันฟื้นมันก็จะฟื้นอย่างดี ถ้ามันเสื่อมมันก็จะเสื่อมอย่างดี

3. ไม่ต้องไปห่วงใคร ให้รู้ความจริงตามความจริงว่า ทุกชีวิตจะพ้นทุกข์อยู่แล้ว
ไม่เร็วก็ช้า ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้าหรือไม่ก็ชาติอื่นๆ สืบไป ทุกชีวิตจะพ้นทุกข์อยู่แล้ว ไม่ชาตินี้ก็ชาติอื่นๆ สืบไป ไม่ต้องห่วงใครทั้งสิ้น เพราะจะมีพระพุทธเจ้ามีพระโพธิสัตว์มาสอนอยู่แล้ว เราอยากช่วยอีกแรงหนึ่งเราก็ช่วยเปิดเผยข้อมูลดีๆ ออกไปอีกแรงหนึ่ง แล้ววันที่คนเขาทุกข์ เขาจะเอาข้อมูลที่พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์สอนไปใช้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเห็นทุกข์จึงเห็นธรรม ทุกคนที่ไม่ปฏิบัติธรรมอย่างถูกตรง เมื่อถึงวันหนึ่งก็จะทุกข์แสนสาหัสอยู่แล้ว แล้ววันที่ทุกข์แสนสาหัส วิบากร้ายชุดใหญ่ชุดหนึ่งจะถูกชดใช้หมดไป พลังความดีที่เคยทำมาชาติใดชาติหนึ่ง จะไปจับข้อมูลดีๆ ออกมาใช้ และสุดท้าย คนเหล่านั้นก็จะเป็นคนดีที่พ้นทุกข์ในที่สุด ไม่ต้องไปกังวล ทุกคนจะพ้นทุกข์อยู่แล้ว ไม่เร็วก็ช้า ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า หรือไม่ก็ชาติอื่นๆ สืบไป

4. ไม่ต้องห่วงสิ่งใด ทุกอย่างก็เกิดดับๆ ไปตามธรรม

คำคม "เพชรจากใจเพชร"
หมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
สวนป่านาบุญ 1
อ.ดอนตาล 
จ.มุกดาหาร
3 พฤศจิกายน 2560
เผยแพร่
8 พฤศจิกายน 2560


**************************************************************
 @การทำสมดุลรัอนเย็น ต้องทำควบคู่กับการเพิ่มศีลให้สูงขึ้น คือ อธิศีล คือศีล 5 แบบละเอียด
---ศีลแต่ละข้อ จะมีการปฏิบัติ 3 ระดับคือ
1)เบื้องต้น
2)ท่ามกลาง
3)บั้นปลาย

ศีลข้อ 1
1)ไม่ฆ่าสัตว์
2)ไม่กินสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์
3) ไม่โกรธ

ศีลข้อ 2
1) ไม่ลักขโมย
2) แบ่งปัน
3) ไม่โลภ

ศีลข้อ 3
1) ไม่ผิดผัวเขาลูกใครเมียใคร
2) -ไม่หมกมุ่นในเรื่องเพศ
     -ลดละเลิกกามคุณ 5 คือ ลดละเลิกในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่เป็นภัย
3) ทำดีอย่างไม่ติดดี ทำดีอย่างมีความสุข โดยไม่ทุกข์ ทำเต็มที่ ไม่ติดไม่ยึดว่าจะได้แค่ไหน ให้เป็นไปตามวิบากดีร้ายของเราและของโลก ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไป

ศีลข้อ 4
1)ไม่โกหก
2) ฝึกพูดให้เกิดประโยชน์ ฝึกไม่พูดในสิ่งที่เป็นโทษภัยกับตนเองและผู้อื่น
3) สามารถพูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ จนทำให้ตนเองและผู้อื่นพ้นทุกข์เป็นลำดับๆ โดยพูดได้ มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นลำดับ

ศีลข้อ 5
ลดละเลิก
1) อบายมุข 6
2) รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่เป็นภัย
3) -โลกธรรม 8
     -อัตตา เอาแต่ใจตัวเอง ยึดมั่นถือมั่น ต้องฝึกไม่เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยึดมั่นถือมั่น

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
25 พฤศจิกายน 2560


 ******************************************

@ถ้าเรารู้สึกว่าคนอื่นคิดไม่ดีกับเรา แล้วเราก็คาดการณ์ว่าคนอื่นคิดไม่ดีกับเรา เราก็ชั่วแล้ว

1) ถ้ามีใครทำไม่ดีที่เราไม่อยากให้ทำ แสดงว่า เป็นสิ่งที่เราทำมาก่อน เราจึงตัองได้รับ

2) ถ้าเรายังเหลือกิเลสอยู่ ก็จะมีชอบชัง

--เราจะคิดว่าเขาคิดไม่ดีคิดไม่ถูก แท้จริงแล้วคือเราเองที่เคยทำไม่ดี คิดไม่ดี คิดไม่ถูกมาก่อน

--ให้เราคิด 2 ด้าน ถ้าเขาคิดดีก็เป็นดีของเขา ถ้าเขาคิดไม่ดีก็เป็นวิบากของเขาที่เขาจะต้องได้รับ

@ถ้าเราล้างกิเลสได้ เราก็จะยินดีในความไม่ชอบไม่ชัง พิจารณาด้วยเมตตาอุเบกขา ใจเราก็จะไม่ชัง

@การป้องกันแก้ไขการเข้าใจผิดที่ดีที่สุดคือ
การถามกัน ด้วยขบวนการ อปรินิยธรรม คือหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ ประชุมร่วมกันไปด้วย ลดกิเลสไปด้วย  เพราะ

1) ทุกอย่างไม่เที่ยง

2) ทุกคนต้องถูกเข้าใจผิดแน่ๆ เพราะทุกคนเคยเข้าใจคนอื่นผิดมานับล้านๆๆๆๆ ครั้ง

--จะมีวิบากร้ายจากการกล่าวร้ายพระอาริยะ 11 ประการ จะฉิบหาย คือ

1. ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ

2. เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว

3. สัทธรรม (ธรรมที่ดีแท้)  ย่อมไม่ผ่องแผ้ว

4. เข้าใจผิดว่าได้บรรลุสัทธรรม

5. ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ (ธรรมอันประเสริฐ)

6. มีความผิดเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง

7. เลิกปฏิบัติธรรมเวียนกลับมาเลวต่ำช้า

8. เป็นโรคร้ายแรงหนัก

9. เป็นบ้ามีจิตฟุ้งซ่าน

10. ตามด้วยความหลงผิด

11.ย่อมเข้าถึงอบาย (ความฉิบหาย)  ทุคติ (ไปชั่ว)  วินิบาต (ตกต่ำทรมาน)  นรก (เร่าร้อนใจ)

--วิบากนั้นจึงทำให้โง่ทำให้

     1) ไม่ได้ฟังธรรม

     2) ได้ฟังธรรม แต่ฟังไม่รู้เรื่อง

     3) ฟังธรรมรู้เรื่อง แต่ทำไม่ได้

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กลัาจน
28 พฤศจิกายน 2560

 ********************************************
 @ชีวิตอย่าไปเรียกร้องให้ดีเข้ามาก่อนกำหนด ให้เขามาตามธรรม ตามสัจจะ ดีที่สุด

--คนที่มีกุศลมาก ตั้งจิตปรารถนาสิ่งใดก็จะได้สิ่งนั้น ถ้าภูมิธรรมยังไม่ถึง การได้กุศลนั้นมา จะอันตราย

-การตั้งจิตที่เหมาะควรและถูกต้องตามธรรม คือ

1) ตั้งจิตให้กุศลต่างๆ เข้ามาในเวลาที่เหมาะควรตามสัจจะ ตามเวลาอันควร ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกิน

2) กุศลต่างๆ ที่เข้ามา  ขอให้ได้องค์ประกอบที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อเราต่อโลกต่อคนที่เกี่ยวข้องกับเรา ให้ได้ประโยชน์สูงสุด
คือ เข้ามาในสัดส่วนที่เราและผู้อื่นลดกิเลสได้มากที่สุด และช่วยเหลือผู้อื่นได้มากที่สุด

3) พากเพียรทำเต็มที่  ให้เป็นไปตามธรรม ทุกอย่างจะพอดีตามสัจจะของเขา จะได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ได้ สบายใจจริง

--หลักการตั้งจิตอย่างมีสุข 4 ข้อ

1) ตั้งจิตปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดี

2)ทำเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งที่ดี

3) ทำเต็มที่ สุขเต็มที่

4) ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องได้ดั่งใจหมาย ทำเสร็จก็วางเลย ปล่อยเลย  เขาจะจัดสรรมาตามเวลาที่ปลอดภัย เราก็ปลอดภัย โลกก็ปลอดภัย ดีจะเกิดตอนไหนอย่างไรก็ได้ ยังไม่เกิดก็ได้ สบายใจจริง

--ตรงกับโศลกธรรมของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์คือ เจตนา แต่อย่าอยาก จงพากเพียรให้เต็มบริสุทธิ์ เพราะความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด

--ชีวิตจึงอย่าไปเรียกร้องให้ดีมาก่อนกำหนด เพราะ

1) ถ้ากุศลที่เข้ามาก่อนเวลาอันควร อันเกิดจากที่เราเรียกร้องก่อนเวลาอันควร โดยที่ภูมิธรรมยังไม่ถึง จะเป็นการนำองค์ประกอบของกุศลนี้ไปเสพกิเลส ไปทำชั่วได้อย่างมากมายมหาศาล

2)แต่ถ้ากุศลเข้ามาช้ากว่าเวลาอันควรก็จะไม่ทันการณ์

3)ให้เขามาตามธรรม ตามสัจจะดีที่สุด

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กลัาจน
28 พฤศจิกายน 2560


 *********************************************
@ในโลกใบนี้...ไม่มีอะไรเที่ยง...

---ชีวิตก็ไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีใครรู้ว่าวิบากจะมาตอนไหน อย่างไร
--ชีวิตจึงอย่าประมาท...ต้องบำเพ็ญให้มาก ลดกิเลสให้มาก
ช่วยเหลือผองชนให้มาก

@ในโลกใบนี้...ไม่มีอะไรดีไปกว่าบุญกุศล
---บุญ คือการล้างความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ หรือเหตุการณ์ใดๆ
---กุศล คือการช่วยเหลือผองชน
---แล้ว "บุญกุศล" จะจัดสรรทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดสิ่งที่ดีตามธรรม
---พลังบุญกุศล หรือพลังฮิกกส์นี้ เป็นพลังของอปริหานิยธรรม ที่หมู่คนดีมาร่วมกันบำเพ็ญทำสิ่งดีด้วยกัน ลดกิเลสไปด้วย ช่วยเหลือผู้อื่นไปด้วย เป็นธรรมที่พาเจริญฝ่ายเดียวไม่มีเสื่อม
--เป็นพลังฮิกกส์ที่แท้จริงที่จะตามช่วยเหลือมวลมนุษยชาติตลอดเวลาอย่างยั่งยืน

@ชีวิตต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความไม่ลงตัว  ด้วยการเรียนรู้เรื่องกรรมอย่างแจ่มแจ้ง แล้วเอาประโยชน์จากความไม่เที่ยงให้ได้ แล้วชีวิตเราก็จะเป็นสุข
--ความไม่เที่ยงด้านดี เกิดจากวิบากดี ความไม่เที่ยงด้านรัาย เกิดจากวิบากร้าย
--มีความแปรปรวน เกิดดับไปตลอดเวลาในทุกเสี้ยววินาที คือ "ไม่เที่ยง"
--ทุกอย่างที่เกิดกับแต่ละชีวิต เกิดจากพลังฮิกกส์หรือวิบากดีร้ายของผู้นั้นในอดีตและปัจจุบันอย่างละหนึ่งส่วนสังเคราะห์ร่วมกัน และดับไปเมื่อหมดฤทธิ์นั้น ดังนั้น แต่ละเสี้ยววินาทีทุกอย่างจึง "ไม่เที่ยง"

@ให้เรียนรู้ "ความไม่เที่ยงให้ชัดเจน" จะได้ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ หรือเหตุการณ์ใดๆ แล้วเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่เที่ยงให้ได้ ด้วยใจที่ผาสุก

@ด้วยการฝึกสังเกตุกิลมถะกับสัปปายะ

--คือ ทำดีที่ฟ้าเปิด (สัปปายะ) ไม่ทำดีที่ฟ้าปิด (กิลมถะ)
--ฝึกประเมินให้ดี ทำเต็มที่ แล้วเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่เที่ยงให้ได้ด้วยใจที่ผาสุก
--ไม่ว่าจะเจอสิ่งดีสิ่งไม่ดีตัองมีปัญญาทางธรรมที่รู้แน่ชัดว่า "ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง" เพราะมีปัญญาทางธรรมที่จะไม่ไปยึดมั่นถือมั่น  ยึดแล้วมีประโยชน์ก็ยึด ไม่เป็นประโยชน์ก็วาง จึงเอาประโยชน์ได้ในทุกสถานการณ์

@การยึดมั่นถือมั่นคือการ "เอา" คือ ความเป็นทุกข์ในโลก
การไม่ยึดมั่นถือมั่นคือการ "ให้" คือ ความเป็นสุขในโลก

@สิ่งที่ชีวิตต้องฝึก คือ
"ไม่ยึดมั่นถือมั่นให้ได้"
 "ไม่เอาอะไรให้ได้"
เราจะได้ประโยชน์ในทุกสถานการณ์ เราจะเป็นสุขที่สุดในโลก

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กลัาจน
29 พฤศจิกายน 2560


 *********************************************

 @ผู้ใดเอาประโยชน์ได้ในทุกสถานการณ์ได้
ผู้นั้นเป็นผู้ไม่เบียดเบียน (ถูกศีลข้อ 1)

ผู้ใดเอาประโยชน์ไม่ได้ ในทุกสถานการณ์ได้  ผู้นั้นเป็นผู้เบียดเบียน
(ผิดศีลข้อ 1)

@ศาสนาพุทธเป็นเป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียน
ผู้ที่เอาประโยชน์ได้ในทุกสถานการณ์ได้
ผู้นั้นเป็นผู้ไม่เบียดเบียน  ผู้นั้นจึงเป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริง

@ผู้ไม่เบียดเบียนจะมีสภาพของ
--ความอิ่มเอิบเบิกบานแจ่มใส
--ไร้ทุกข์ไร้กังวล
--ไร้ความสะดุ้งสะเทือนหวั่นไหว ต่อสิ่งใดๆ หรือ เหตุการณ์ใดๆ
--คือสภาพของการไม่เบียดเบียนที่แท้จริง

@ยอมรับสิ่งดีรัายด้วยใจที่เป็นสุข ด้วยการหยุดชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้ผ่องใส ใจเย็นข้ามชาติ สุขสบายใจที่สุดในโลก

@การตั้งศีลสูงสุดคือการไม่เบียดเบียน คือ
 "ตายเป็นตายจะไม่ทำร้ายใคร ทุกชีวิตจะได้รับประโยชน์จากเราเท่านั้น ต่อไปนี้จะไม่มีชีวิตใดจะได้รับภัยจากเราอีก"

@ชีวิตไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีใครรู้ว่าวิบากจะมาตอนไหน อย่างไร เราจึงต้อง "พร้อมตายตลอดเวลา"

--อยู่ก็จะทำดีต่อไป
--ตายก็จะไปทำดีต่อไป
--อยู่ในสภาพ
    "อยู่ก็ได้ ตายก็ได้ สบายใจจริง"

@กิเลสจะตายเพราะเรารู้ความจริงตามความเป็นจริงระดับวิบากกรรม (ยถาภูตญาณทัสสนะ) จะคลายชอบชัง จะคลายความยึดมั่นถือมั่น ทำให้ใจเบาทันที

@ถ้าเราได้รับสิ่งเลวร้าย ให้ใช้ปัญญาทางธรรมพิจารณา คือ ให้สำนึกผิด ยอมรับผิด ด้วยความยินดี จริงใจ

--มีหลักพิจารณา 3 ขั้นตอน คือ
1) "สิ่งที่เราได้รับ คือสิ่งที่เราทำมา ทุกอย่างยุติธรรมเสมอ
      เพราะเราเคยทำมามากกว่านั้น รับแล้วก็หมดไป เราก็จะโชคดีขึ้น"
2) "เพราะเราเคยแสบสุดๆ   เราก็ต้องได้รับสุดๆ มันจะได้หมดไปสุดๆ
      เราก็จะได้สุขสุดๆ
3) "เอาเข้าไป ความชั่วของกูๆๆ"

@ความไม่ยึดมั่นถือมั่น คือการตั้งมั่นในความผาสุกที่แท้จริง

@อธิศีล
--คือการตั้งศีลในขีดสูงสุดที่เราเบิกบานได้
--คือการไม่เบียดเบียน
--คือความเป็นสุขในโลก
 

@การลดศีล
--คือการตั้งศีลในขีดที่เราเบิกบูด
--คือการเบียดเบียน
--คือความเป็นทุกข์ในโลก

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กลัาจน
30 พฤศจิกายน 2560


 ******************************************

 ชีวิต "ถ้าเอาเท่าที่ชีวิตต้องการใช้"
          จะไม่ทุกข์
          ชีวิตที่ทุกข์ เพราะ
         "เอาเกินที่ชีวิตต้องการใช้"

ครูหมอเขียว
ดร.ใจเพชร กล้าจน
คำคมเพชรจากใจเพชร
21 พฤศจิกายน 2560

เผยแพร่
30 พฤศจิกายน 2560



********************************************* 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้